การเขียน Essay คือ อะไร

การเขียน Essay คือ อะไร? Expository or Persuasive?

ที่มา รูปแบบการเขียน

การเขียน Essay คือ การเขียนอธิบาย (Expository)

เป็นข้อเขียนที่อธิบายหรือบอกถึงสารสนเทศ ประกอบด้วย

1) เรียงความเปรียบเทียบความเหมือนและความต่าง (Compare-contrast essay) เป็นข้อเขียนที่แสดงถึงความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างสิ่งสองสิ่ง

2) เรียงความเกี่ยวกับวิธีการ (How-to essay) เป็นข้อเขียนที่บอกผู้อ่านถึงวิธีการทำ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง

3) เรียงความที่เป็นสารสนเทศ (Information essay) เป็นข้อเขียนที่ให้สารสนเทศตามลำดับที่เป็นเหตุผล

การเขียน Essay คือ การเขียนโน้มน้าว (Persuasive)

เป็นข้อเขียนที่นำเสนอความคิดเห็นของผู้เขียนและพยายามโน้มน้าวให้ผู้อ่านเห็นด้วย ประกอบด้วย

1) เรียงความที่เป็นความคิดเห็น (Opinion essay) เป็นข้อเขียนที่แสดงความคิดเห็น ทรรศนะ หรือความเชื่อของผู้เขียนที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริง

2) เรียงความที่กล่าวถึงปัญหาและการแก้ไข (Problem-solution essay) เป็นข้อเขียนที่กล่าวถึงปัญหาและโน้มน้าวผู้อ่านให้เชื่อว่า วิธีการแก้ปัญหาของผู้เขียนสามารถแก้ปัญหาได้

3) เรียงความที่กล่าวถึงการสนับสนุนและการคัดค้าน (Pro-con essay) เป็นข้อเขียนที่ประเมินข้อดี ข้อเสียของความคิดหรือสถานการณ์

การเขียน Essay คืออะไร

Steele (2009) แบ่งรูปแบบการเขียนหลักออกเป็น 5 ประเภทที่มีจุดประสงค์เฉพาะในการเขียนแตกต่างกัน ซี่งในแต่ละประเภทยังสามารถแบ่งเป็นรูปแบบย่อยได้อีก ดังนี้

  1. การเขียนสร้างสรรค์ (Creative writing) มีจุดประสงค์ที่จะให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน
  2. การเขียนบรรยาย (Descriptive writing) มีจุดประสงค์ที่จะบรรยายถึงบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ จนกระทั่งผู้อ่านมีภาพของสิ่งนั้นในใจ ผู้เขียนต้องให้รายละเอียดที่ชัดเจน เป็นจริงเป็นจัง จนเสมือนกับการระบายสีภาพสำหรับผู้อ่าน
  3. การเขียนอธิบาย (Expository writing) มีจุดประสงค์ที่จะให้สารสนเทศแก่ผู้อ่าน ข้อเขียนประเภทนี้ได้แก่ การธิบาย การแนะแนวทาง การเปรียบเทียบความเหมือนและความต่าง เป็นต้น
  4. การเขียนเล่าเรื่อง (Narrative writing) มีจุดประสงค์ที่จะบรรยายถึงประสบการณ์หรือเหตุการณ์ หรือลำดับเหตุการณ์ในลักษณะที่เป็นเรื่องราว เช่น การเล่าเรื่องส่วนบุคคล
  5. การเขียนโน้มน้าว (Persuaive writing) มีจุดประสงค์ที่จะให้ความเห็นเพื่อชักจูงความคิดของผู้อ่าน โดยอาศัยหลักฐานมาสนับสนุน เช่น การเขียนเชิงอภิปรายให้เหตุผล เป็นต้น

California Technical Assisstance Center (2010: Online) แบ่งงานเขียนเป็น 6 ประเภท (Genres) แต่ละประเภทมีหลายรูปแบบ (Form) ดังนี้

  1. การเขียนบรรยาย (Descriptive) มีรูปแบบการเขียน คือ รายงานการสังเกตและข้อเขียนเชิงบรรยาย การเขียนประเภทการบรรยายนี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในการเขียนประเภท การเล่าเรื่องและการอธิบาย
  2. การประพันธ์บทกวี (Poetry) มีรูปแบบการเขียน คือ บทกวีที่ไม่ใช้จังหวะ บทกวีที่ใช้จังหวะ บทกวีที่เป็นแบบแผน (แบบแผนของโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน) หรือรูปแบบอื่นๆ
  3. การเขียนเล่าเรื่อง (Narrative) มีรูปแบบการเขียน ได้แก่ นวนิยายอิงเรื่องจริง นวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ นวนิยายวิทยาศาสตร์ อัตชีวประวัติ ชีวประวัติ การเล่าเรื่องส่วนบุคคล เรื่องจินตนาการ เรื่องที่เกี่ยวกับอภินิหาร นิทานพื้นบ้าน เทพนิยาย ตำนาน และเรื่องผจญภัย
  4. การเขียนอธิบาย (Expository) มีรูปแบบการเขียน ได้แก่ รายงานวิจัย การสรุปความ ความเรียงเชิงวิเคราะห์ การอธิบายกระบวนการ เป็นต้น
  5. การเขียนโน้มน้าว (Persuasive) มีรูปแบบการเขียน ได้แก่ ความเรียง ป้ายโฆษณา ป้ายประกาศ บทความ บทบรรณาธิการ โปสเตอร์
  6. การเขียนส่วนตัว (Personal) มีรูปแบบการเขียน ได้แก่ อีเมล บันทึกส่วนตัว รายการข่าวสาร จดหมาย บันทึกสั้นๆ และบัตรต่างๆ

นักวิชาการกลุ่มที่สองแบ่งรูปแบบการเขียนไว้หลากหลายตามจุดประสงค์เฉพาะของการเขียน โดยไม่แยกเป็นรูปแบบหลักและรูปแบบย่อย ถือว่าแต่ละรูปแบบมีลักษณะเฉพาะ ตามจุดประสงค์ในการเขียนนั้นๆ ดังนี้

LATTC Writing Center (2007) แนะนำถึงวิธีการเขียนเรียงความแบบต่างๆไว้ว่า เรียงความเป็นงานเขียนสั้นๆที่อภิปราย บรรยายหรือวิเคราะห์สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือรายงานข้อมูล ทั้งในลักษณะโดยตรงหรือโดยอ้อม หรือในลักษณะต้องใช้ความคิดอย่างหนักหรือแบบเบาสมอง ส่วนใหญ่จะเขียนในนามของสรรพนามบุรุษที่หนึ่งหรือสาม รูปแบบการเขียนที่ใช้กันมาก ได้แก่

  1. แบบบรรยาย (Descriptive) เป็นแบบที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างว่า ดูเป็นอย่างไร สัมผัสอย่างไร รสเป็นอย่างไร กลิ่นเป็นอย่างไร เพื่อให้ความรู้สึกแก่ผู้อ่าน โดยทั่วไป จึงใช้รายละเอียดของประสาทสัมผัส ข้อเขียนอาจเป็นการบรรยายเป็นรายการ คือให้รายละเอียดจุดต่อจุด หรือบรรยายเป็นเรื่องราว เพื่อให้ผู้อ่านสนใจเค้าโครงเรื่องและแก่นของเรื่องที่บรรยาย เช่น บรรยายถึงต้นไม้ในสวนหลังบ้านของฉัน การไปเยี่ยมผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาล หรือนักกีฬาทำอย่างไรเพื่อไปสู่โอลิมปิก
  2. แบบให้นิยาม (Definition) เป็นข้อเขียนที่พยายามให้นิยามคำเฉพาะหรือให้มโนทัศน์ ที่เป็นนามธรรม ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ลึกไปกว่าความหมายในพจนานุกรม อาจต้องอธิบายถึงเหตุผลว่า “ทำไม” คำนั้นจึงนิยามอย่างนั้น การเขียนอาจเป็นการนิยามโดยตรง หรือเขียนเป็นเรื่องราวที่แฝงนัยให้ผู้อ่านอนุมานความหมายเอง เช่น ความหมายของความรัก ความหมายที่แท้จริงและความสำคัญของความซื่อสัตย์ ความหมายของครอบครัวที่ลึกไปกว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือด
  3. แบบเปรียบเทียบความเหมือนหรือความต่าง (Compare/Contrast) เป็นข้อเขียนที่อภิปรายถึงความคล้ายคลึงและความแตกต่างของสิ่งสองสิ่งหรือบุคคล ความคิด สถานที่ ฯลฯ อาจเป็นข้อเขียนที่อภิปรายอย่างไม่ลำเอียง หรือจูงใจให้ผู้อ่านเห็นประโยชน์ของฝ่ายหนึ่ง อาจเป็นข้อเขียนง่ายๆที่ทำให้ผู้อ่านสนุกสนาน หรือลงลึกให้หยั่งรู้ถึงธรรมชาติของมนุษย์ ข้อเขียนอาจอภิปรายทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่าง หรืออาจอภิปรายเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ความคล้ายคลึง และความแตกต่างระหว่างเมืองสองเมือง หรือระหว่างบุคคลสองคน
  4. แบบเหตุและผล (Cause/Effect) เป็นการอธิบายว่า เหตุใดเหตุการณ์หนึ่งจึงเกิดขึ้นและเกิดขึ้นอย่างไร มีผลอะไรเกิดขึ้นจากประสบการณ์นั้น เรียงความนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์หรือประสบการณ์ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป ข้อเขียนอาจอภิปรายทั้ง “เหตุ” และ “ผล” เช่น ทำไมภูเขาไฟจึงระเบิด และอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น
  5. แบบเล่าเรื่อง (Narrative) ข้อเขียนจะเป็นเรื่องเล่าหรือเรื่องสั้น เป็นการเล่าถึงประสบการณ์ส่วนบุคคล มักเขียนในรูปสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง อาจเล่าถึงรูปแบบชีวิตของคนๆหนึ่ง หรือประสบการณ์ประจำวันโดยทั่วไป เช่น น้องชายพาฉันกับตาไปตกปลา ประสบการณ์เฉียดตายของข้าพเจ้าที่ชายทะเล เป็นต้น
  6. แบบอธิบายกระบวนการ (Process) เป็นการอธิบายถึงการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าทำอย่างไร โดยทั่วไปอธิบายการกระทำที่แสดงออกมาตามลำดับ รูปแบบการเขียนจะเป็นคำและทำเป็นขั้นตอน หรืออาจเขียนในรูปแบบการเล่าเรื่อง พร้อมกับคำแนะนำหรือคำอธิบายเป็นช่วงๆไปโดยตลอด
  7. แบบอภิปรายให้เหตุผล (Arguementative) เป็นข้อเขียนที่พยายามโน้มน้าวผู้อ่านให้เห็นด้วยกับความเห็นของผู้เขียน อาจเขียนแบบให้คิดอย่างจริงจังหรือแบบสนุกสนาน แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อความเห็นของผู้เขียน อาจเขียนอย่างตรงไปตรงมา หรือค่อยๆโน้มน้าวโดยอาศัย การใช้คำ เช่น เราควรใช้การขนส่งสาธารณะแทนการขับรถ หมาย่อมดีกว่าแมว เป็นต้น
  8. แบบวิเคราะห์วิจารณ์ (Critical) เป็นข้อเขียนที่วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และ/ หรือ วิธีการที่บุคคลใช้ทำงาน โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงจุดสำคัญอย่างสั้นของเนื้อหาในหนังสือ ภาพยนตร์หรืองานศิลปะ จากนั้นอภิปรายข้อดีที่ผู้เขียนหรือผู้สร้างสรรค์งานบรรลุจุดมุ่งหมายอย่างไร แล้วให้ความเห็น เช่น จุดแข็งจุดอ่อนของภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้แต่งเสนอตัวละครเอกอย่างไร เป็นต้น
⚠️ พวกเราทุกคนที่ HW มีความเป็นห่วงคุณลูกค้าอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Coronavirus Disease (COVID-19) จึงขอให้คุณลูกค้าดูแลสุขภาพเสมอและป้องกันตนเองให้ร่างกายห่างไกลจากเชื้อไวรัสดังกล่าวครับ 
ติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19